แหะๆ น่าเชื่อถือได้ไหมเนี่ย
เห็นหน้าตัวเองแล้ว กล๊ม กลม -_-'

นั่งดูมิวสิควีดีโอ "น้ำเต็มแก้ว" อีกครั้ง
เศร้าจริงๆ...


ดูกี่ครั้ง
ก็ยังคงรู้สึกเหมือนเดิม


แต่ตอนท้ายแอบลุ้นลึกๆ ว่า
ผู้ชายจะกลับมารักผู้หญิงได้ไหม?
ทั้งๆ ที่ยอมทุ่มเททุกอย่างแล้ว
ยอมแม้้กระทั่งไม่เป็นตัวของตัวเอง




อีกในใจหนึ่งก็คิดว่า
ผู้หญิงน่าจะตัดใจได้สักที
ยอมเค้าไปก็เท่านั้น
นานขนาดนั้น เค้ายังตัดใจจากคนเก่าไม่ได้

มันเศร้าสุดๆ ตอนที่ผู้ชายคิดว่าเป็นแฟนเก่า
แอบว่าเล็กๆ ในใจ...

"เห็นแก่ตัวว่ะ"


คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง
แล้วผู้หญิงคนที่อยู่ตรงหน้าคือใครฟะ
แค่คนรู้จักงั้นหรอ...




ถ้างั้น ผู้หญิงยอมเจ็บแค่นั้นก็พอ
ครั้งเดียว...แล้วตัดใจซะเถอะ
เราสนับสนุน!

Blog EntryJust me :)Mar 5, '07 4:07 AM
for everyone

ได้โปรดอย่าคุยกับฉัน เพราะว่ามันเป็นหน้าที่
แต่จงคุยกับฉัน เมื่อยามที่เธอคิดถึงกัน

ความรักที่มั่นคง
ไม่จำเป็นต้องถึงร้อย หรือลดลงได้ถึงศูนย์

แม้ว่าปากจะไม่หวานเหมือนใคร
แต่ความจริงใจนี้ "เต็มเปี่ยม"

โปรดเรียนรู้ที่จะให้ไปพร้อมๆ กับ
การเรียนรู้ที่จะรับ

โปรดช่วยกันดูแลรักษาความรักตัวน้อยๆ
ให้เค้าเติบโตไปเป็นความรักที่ดี

รอคุณอยุ่นะ ยืนรออยู่ที่เดิมทุกวัน
รอว่าเมื่อไหร่คุณจะเดินผ่านมา
เมื่อไหร่จะกล้าบอกสักที...
อืม..."รักคุณนะ"

คิดถึงเธอมาก อยากโทรหา
แต่กลัวว่าจะทำให้เธอรำคาน...ทำไงดีเนี่ยเรา


ถ้ารู้จักรัก โปรดจงเรียนรู้ที่จะรักษา
เพราะอย่างน้อยเราก็จะได้รู้จักพยายาม
"รักษาความรักไว้ให้อยู่กับเรานานๆ"

มันก็จริงที่ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเริ่มต้น
แต่บางทีก็สงสัยว่า ชีวิตนี้ "จะต้องเริ่มใหม่" อีกสักกี่ครั้ง ถึงจะพอใจ

บางทีเราก็ต้องการคนเดินร่วมทาง
เวลาที่เรามองไปแล้วไม่เห็นใคร
แต่รู้ไหม "คนๆ นั้นเดินอยู่ข้างๆ คุณตลอดแหละ"
อืม...วันนี้คุณมองเห็นเค้ารึยัง?




ปล.ข้อความจากเพื่อน
ผู้ที่เคยผิดหวังอย่างรุนแรง...

Blog Entryแค่คำบางคำDec 11, '06 2:09 AM
for everyone
วันนี้ได้รับ e-mail จากเพื่อน (อีกแล้ว)
มันดูเหมือนจะเป็น forward mail ธรรมดาๆ
แต่เมื่อได้ลองอ่านแล้ว...รู้สึกได้เลยว่า
คำง่ายๆ เหล่านี้ ทำให้เราคิดได้ต่างๆ นานา

"คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)"
...แน่นอน ฝ่ายหนึ่งฟัง ฝ่ายหนึ่งต้องเงียบ
แต่เรากลับคิดในอีกแง่หนึ่ง ฝ่ายที่เงียบเค้าฟังจริงหรือไม่
บางคนก็แค่นิ่งเฉย แต่ก็ไม่ฟังเพราะ แค่ไม่อยากมีปัญหา...



"อย่ากลัว...ความฝันของคุณ มันง่ายกว่าที่คิด"
...ใช่ อย่ากลัว แต่บางครั้งมันก็ยากซะจนคิดว่า มันคงเป็นได้แค่ความฝันจริงๆ
แต่จริงๆ แล้ว แค่เราไม่กลัวมันก็ทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นมาอีกเยอะ...





"เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด"
...อืม...





ขอลองเงยหน้าขึ้นรับแสงตะวันก่อนละกัน...

Blog Entry"เชื่อ" ได้ไหม?Nov 29, '06 8:23 PM
for everyone
เพลงนี้...


"เปิดประตูกลับมา...ในห้องว่างเปล่า
อยู่คนเดียวอีกแล้ว...กับความเงียบเหงา
ฉันยังมีชีวิตอยู่กับอดีตของเรา
ที่เคยสร้าง ที่เคยฝัน ที่เคยสัญญาไว้...ด้วยกัน

เพิ่งซื้อการ์ตูนเล่มนึง...อยากให้เธออ่าน
ดูหนังเรื่องนั้นจบไป...เธอได้ดูหรือยัง
ผ่านร้านนี้ทีไร...ต้องนึกถึงเธอทุกครั้ง
ตั้งแต่วันนั้นที่เราต้องห่าง และไม่ได้อยู่ใกล้กัน

วันนี้ฉันมีคำถามมากมายที่ยังสงสัย และก็ยังไม่รู้ต้องทำอย่างไร
คือเรื่องของเธอ บางเรื่องที่ฉันยังไม่เข้าใจ

วันนี้ฉันมีคำถามมากมายที่ยังสงสัย และถึงมีใครบอกฉันให้ฟังอย่างไร
สิ่งที่เขาบอก จะไม่มีทางเปลี่ยนฉันไปได้ เพราะว่าฉันยังจำที่เธอบอกไว้
เราจะเชื่อในกันและกัน ใช่ไหม...

เมื่อเรื่องราวที่เราได้เจอผ่านไป เธอจะกลับมาหาฉันใช่ไหม
หากอะไรอะไรมันได้ผ่านไป จะมีวันที่เธอกลับมาใช่ไหม...ใช่ไหม

วันนี้ยังคงมีฉันที่รอเธออยู่...รู้ไหม ตรงนี้ วินาทีนี้ เธอได้ยินไหม
เรื่องราวที่เกิด จะไม่มีทางเปลี่ยนฉันไปได้ จะไม่ฟังอะไรอะไรจากใคร
และจะฟังจากเธอคนเดียวได้ไหม ก็เพราะเราจะเชื่อในกันและกัน ใช่ไหม..."



ทำให้เรารับรู้ได้ว่า
อิทธิพลของความ "เชื่อ" มันมีมากนัก

"เชื่อเราสิ"

"เชื่อใจเรานะ"

"เราเชื่อเธอได้ไหม"

"ฉันเชื่อเธอได้ไหม"


คำถามเหล่านี้ เราได้ยินมากมาย
ไม่ใช่เฉพาะตัวเราเองเท่านั้น
คนรอบตัวเราก็ด้วยเช่นกัน

สำหรับความคิดเราความ "เชื่อ" ยังทำร้ายเราได้ไม่มาก
แต่สำหรับคนบางคนแถวนี้
เค้าโดนความ "เชื่อ" ทำร้าย...
ซะจนจะไม่หลงเหลือความ "เชื่อ" อีกต่อไป






ปล. เพลง "เชื่อ" ของพี่บอย ตรัยจ้า

Blog Entryอย่ากลัว...Nov 3, '06 1:12 PM
for everyone

"อยากให้คิดและมองโลกในแง่ดีอย่าคิดว่าใต้ฟ้านี้มีแต่เรื่องทำไม่ได้
เป็นไม่ได้ หัดคิดให้เป็นบวกไว้แหละดี
อยากให้หัดฝัน เมื่อไหร่ฝันเป็น ไม่ว่าจะเป็นใฝ่ฝัน หรือความฝัน ก็จะรู้ว่าโลกนี้มันน่าอยู่เพียงไหน
อยากให้พูดแต่เรื่องดี พูดแต่เรื่องสวยงาม จงเป็นคนสุดท้ายที่ให้ร้ายคนอื่น
และจงเป็นคนแรกที่ให้กำลังใจและชื่นชม"

"อยากให้ทำเรื่องแปลกๆ ไม่จำเป็นต้องเดินตามชีวิตประจำวันของใคร
อย่าเก็บความคิดแปลก เพียงเพราะเห็นว่ามันไม่เหมือนใคร
อยากให้กล้าแดดกล้าฝน เพราะภายใต้ไออุ่นของดวงอาทิตย์จะได้รับวิตามินดี
และภายใต้ฟ้าที่มีฝน มันจะทำให้ร้องไห้โดยไม่มีใครเห็นน้ำตา
อยากสอนให้ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อยคนเราก็ต้องเคลื่อนไหวทะมัดทะแมง
ได้ออกแรงเสียบ้าง จะแข็งแกร่งไม่อ่อนแอ
อยากให้ยิ้ม และอยู่กับโลกด้วยความรัก ยิ้มอาจจะไม่ชนะทุกสิ่ง
ยิ้มมากๆ อาจจะดูเหมือนคนบ้า แต่มันก็ดีกว่าหน้าบึ้งหน้างอเป็นไหนๆ"

"อยากให้รู้จักอดทน ต้องเรียนรู้ว่าไม่มีทางได้ทุกๆ อย่างที่หวังไว้
อดทนและอย่าได้เสียกำลังใจ อย่าท้อและขอให้เริ่มใหม่อย่างมีพลัง
อยากให้เขย่งขาขึ้นให้สูง ไม่มีอะไรที่สูงไปกว่าสองมือเราจะเอื้อมคว้า
เพียงแค่ว่าเรายืนยันที่จะไม่ยืนอยู่กับที่
อยากให้มีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ด้วยละ
คนที่ไม่เคยมีความทุกข์ เขาสุขจริงๆ ไม่เป็นหรอก
ไอคิวมันติดมาแต่บนฟ้า ไม่ฉลาดก็มีความสุขได้ไม่ต้องห่วง
อย่าน้อยใจถ้าตามใครเขาไม่ทัน อย่าเสียขวัญถ้าเราช้ากว่าใครๆ
อีคิวมันต้องหาเองบนโลกนี้ ไม่ฉลาดก็น่ารักและมีความสุขได้
อย่าลัวที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง เพราะยังไงก็มีกำลังใจจากครอบครัวเป็นถุงๆ ไม่ต้องกลัว"




จาก FW mail
ที่อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะ






ปล. กำลังเขย่งสุดเอื้อมเลยเนี่ย!

Blog Entryธรรมชาติ...Oct 11, '06 2:17 AM
for everyone

"We are part of the earth and it is part of us.
The perfumed flowers are our sisters;
the deer, the horse, the great eagle,
these are our brothers.
The rocky creasts, the flowers in the meadows,
the body heat of the pony, and man
all belong to the same family."

Chief Seattle of the Suquamish,1854


น่านสิเนอะ

ธรรมชาติกับคนเรา...แยกกันไม่ขาด

ธรรมชาติก็เหมือนกับคนเรา
ตรงที่ว่า อะไรๆ ก็ไม่มีแน่นอน


นึกจะมีภัยภิบัติ ก็มีเข้ามาอย่างไม่ส่งสัญญาณใดๆ
คนบางคน นึกจะอารมณ์เสีย หรือนึกจะจิตตกขึ้นมา ก็ง่ายเหลือเกิน

บางวันอากาศดี๊ดี ทุกที่สดชื่น ให้แปลกใจ
คนบางคน นึกจะอารมณ์ดี ก็ดีขึ้นมาซะเฉยๆ



เดาใจยากทั้งคู่จริงๆ

Blog Entryไกลบ้านOct 9, '06 9:32 PM
for everyone


"ไกลบ้าน" เป็นห้องใน pantip.com ที่เราเข้ามาบ่อยที่สุด

ตั้งแต่เริ่มต้นหาที่เรียน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
หาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการเรียน

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมาถึงนี่แล้ว
เรายังคงแวะเวียนมาเยี่ยมชมห้องนี้อยู่เสมอๆ
แม้ไม่บ่อยเท่าแต่ก่อนก็ตาม


วันนี้ไปเจอกระทู้หนึ่ง
น่าสนใจ และเข้ากับกระแสของเด็กที่นี่ได้เป็นอย่างดี
"เพราะความเหงาหรือเปล่า ที่ทำให้คนที่ไปเมืองนอกเปลี่ยนไป"

กระทู้นี้ได้พูดถึง การที่คนมาเรียนที่เมืองนอกแล้วเกิดเหงา
แก้เหงาโดยการหาใครคบเล่นๆ ที่นี่...

"...ผมเองก็เป็นคนนึงได้มาเมืองนอก และอาศัยจนถึงปัจจุบันมาได้เกือบ 5 ปี
ได้ผ่านได้พบเจออะไรมาหลาย ๆ อย่าง ได้สูญเสียคนที่รักที่สุดที่คบกันมาเป็น 10 ๆ ปีไป
เพราะ ความเหงาที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตต่างประเทศ

แรกก็แค่คิด จะหาใครสักคนไว้แก้เหงาแล้วไว้ค่อยเลิกตอนกลับไปเมืองไทย
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ การที่หาใครสักคนไว้แก้เหงา
กลับทำให้เราถลำลึกจนกว่าจะปลีกตัวออกไปได้

ในที่สุด
แฟนที่เมืองไทยก็รู้เรื่อง เพราะจากการที่เราเปลี่ยนไป
จากที่โทรคุยกัน เขียนจดหมายหากัน กลายเป็นความเริ่มห่างเหินไปเรื่อย ๆ
จนในที่สุดก็จบกันไป เพราะเริ่มผูกพันธ์กับคนใกล้ตัวมากกว่า


จนมาถึงปัจจุบัน ก็เห็นใครหลาย ๆ คนที่มาอยู่เมืองนอก
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหรืออื่น ๆ ส่วนใหญ่ร้อยละ 80-90
ได้ต่างไขว่คว้าหาใครสักคนมาแก้เหงา
ไม่ว่าจะเป็นกิ๊ก เป็นแฟน เป็นเพื่อนสนิท ฯลฯ
สาเหตุเพราะ ต้องการใครสักคนดูแล เทคแคร์
ไว้คุยไว้แก้เหงา ไว้เที่ยว ด้วยกัน แต่ผมอยากจะรู้จัง
ว่าเขาเหล่านั้นจะคิดถึงความรู้สึกของแฟนของเขาเหล่านั้น
ที่รอคอยการกลับมาของเขาหรือไม่
ผมเห็นมาเกือบจะ 100% ต้องเลิกกันไป..."


ใช่ เราเห็นด้วยกับข้อความนี้
ไม่ใช่ เห็นด้วยว่าคนมาที่นี่มักนอกใจแฟนตัวเอง
แต่เห็นด้วยว่า การมาเมืองนอกทำให้คนเราเปลี่ยนไป
ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
บ้างก็เหลวแหลกซะจนกู่ไม่กลับ

ส่วนในเรื่องความเหงากับการนอกใจนั้น
มีให้เห็นบ่อยๆ ที่นี่
ระยะเวลาที่เรามาที่นี่ ... ไม่นานเลย
แต่คนรอบตัวเรา เลิกลากับคนรักมานักต่อนักแล้ว
บ้างก็เลิกลากันด้วยดี
บ้างก็ทะเลาะกันจนมองหน้ากันไม่ติด
บ้างก็ห่างหายกันไป

แต่ก็มีไม่น้อยคน
ที่ตกลงและสัญญาว่าต่างคนต่างเป็นอิสระเมื่ออยู่ไกลกัน

และก็มีอีกไม่น้อย
ที่ยังเหมือนเดิมกันอยู่

และก็มีอีกหลายๆๆ คนทีเดียว
ที่เข้าข่ายในการหากิ๊ก หรือเพื่อนต่างเพศไว้แก้เหงา



นั่นก็แล้วแต่การตัดสินใจของแต่ละคน
ต่างคนต่างความคิด ต่างนิสัย ต่างวัฒนธรรม
ทุกวันนี้เรายังคงเห็น
คนตาบวม เพราะร้องไห้เวลาทะเลาะกับแฟน
คนใจลอย เพราะแฟนเพิ่งบอกเลิกก่อนเข้าห้องเรียน
คนเมา ที่เอาแต่เที่ยวหาเพื่อนแก้เหงา
และ คนที่อมยิ้ม (คนเดียวอยู่ได้) ที่เวลาได้คุยกับแฟน


เราคงต้องแอบสังเกตการอยู่เงียบๆ
สำหรับเราแล้ว เราว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะ




ปล.โตเนี่ย ไม่ได้หมายถึงขนาดตัวนะ >.<



ฮัดชิ้ววววว!!!

ช่วงนี้โรคหวัดกำลังระบาย
เพราะอากาศที่นี่กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาวเต็มตัวแล้ว




แฟชั่นเสื้อแจ๊คเกตมีให้เห็นอย่างเรื่อยๆ
หลังจากที่ทนร้อนกันมานาน
ผิวหนังที่ต้องแสบๆ ร้อนๆ จะได้สัมผัสความเย็นสักที


บางเช้า มีฝนตกลงมาเล็กน้อย
จะเรียกว่าฝนก็ไม่เชิง เพราะมันไม่ได้ตกขนาดนั้น
มันเหมือนน้ำค้างเม็ดใหญ่ๆ
(ที่จะทำให้เราไม่สบายได้ง่ายๆ เชียวแหละ)


เรากับบีเริ่มนัดแนะกันแล้วว่า
จะใส่หมวกเก๋ๆ ไปเรียนกัน
หมวกไหมพรมที่ใส่ที่บ้านเราไม่ได้
(เพราะมันร้อนจะแย่)
จะได้งัดกันออกมาใส่สักที


แต่ก็ต้องรอดูผลตอบรับ
ว่าแฟชั่นเราสองคนจะเป็นไปในแง่บวกหรือแง่ลบ ;p





คนที่อยู่ที่นี่มาก่อนเค้าบอกว่า
ปีนี้อากาศเย็นมาช้ากว่าปีก่อน
มันทำให้เราต้องขอบคุณอากาศจริงๆ
ที่ทำให้ความเหงามาช้ากว่ากำหนด >.<








ช่วงนี้พออากาศเปลี่ยน
ท้องฟ้าก็มืดเร็วขึ้นแล้ว
อีกไม่นาน ก็ต้องปรับเวลาละ



ทำให้ที่นี่ ห่างกับเมืองไทยมากกว่าเดิมอีก
ว๊า...ห่างไกลเหลือเกิน










ปล. แหวะ วกกลับมาที่เพลงได้ง้ายยยย

Blog Entryวันหนึ่ง...Oct 4, '06 7:09 PM
for everyone

 

ในที่สุด...ก็ได้เห็นตึกเรียนด้านอาร์ตแล้ว!!!


 


 


เมื่อวานนี้
ในวิชาเรียน อาจารย์เค้าพาออกไปเรียนนอกสถานที่
และบริเวณนั้นเอง เป็นตึกของเด็กเรียนด้านอาร์ต
ของมหาวิทยาลัยที่เราเรียนภาษาอยู่


พอมองเข้าไป
โอ้ว...คิดถึงจังเลย
มันเหมือนตอนเราเรียนปีหนึ่งเลยอะ
มีทั้งกระดาษเรื่อง ทฤษฎีสี แปะอยู่ที่ด้านหนึ่งของมุมห้อง
บางห้องมีหุ่นสำหรับ drawing ตั้งไว้ แล้วก็มีนักเรียนนั่งอยู่รอบๆ หุ่นตัวนั้น
ระหว่างตึก มีร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสำหรับเด็กด้านนี้โดยเฉพาะ

แต่น่าเสียดาย เรายังไม่ได้เห็นหน้าตาห้องคอมของที่นี่เลย
ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง และอีกอย่าง แกลเลอรี่ที่นี่ก็ยังปิดอยู่ด้วย
เอาไว้วันหลังละกัน ค่อยกลับไปใหม่


 


 


เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ได้ไปที่ coronado island มาด้วยแหละ
อากาศดีมากๆ ทะเลที่นี่ก็สวย หาดสวยกว่าทะเลที่เคยไปมา
( ใน San Diego นะ เพราะไงๆ ก็สู้เมืองไทยไม่ได้อยู่ดี)


แต่เสียดาย ที่นี่เค้าห้ามเล่นน้ำ
ก็ได้แต่นั่งชมวิวทิวทัศน์เพลินๆ
มองๆ แล้ว...มันชั่งเหมาะที่จะมากับคนพิเศษจริ๊งๆ


แต่ขอโทษคะ เด็กพวกนี้ไปกันเป็นฝูง!!!



 


 


ปล. จบดื้อๆ เลยละกัน 





วันนี้ได้ดู "รักจัง" ด้วยแหละ

ดูแล้วรู้สึกคิดถึงเมืองไทยมากๆ
เห็นฉากที่ปายแล้วก็รู้สึกอยากไปอีก
เห็นร้านที่ปายแล้วพลานไปคิดถึงโปสการ์ดที่ส่งไปหาใครบางคน :)
(ก็ Pai is beautiful นี่นา...อิอิ)
เห็นหมอกหนาๆ แล้วก็อยากไปเหนือ



--------- ยิ้มกันไป ---------



ตกเย็นนั่งดู i am sam (อีกรอบ)
บรรยากาศน้ำตาท่วมจอ เศร้ามากมาย >.<





วันนี้เหมือนกับว่า
ลมหนาวเริ่มจะพัดเข้ามาอย่างเต็มตัวแล้ว
ไม่รู้ว่ามันจะพัดเอาบรรยากาศเหงาๆ เข้ามาด้วยไหมน้า....



"ลมเย็นๆพัดมาแล้วฉันพึ่งรู้สึก
ฟ้าลึกๆมองขึ้นไปดูช่างสดใส
แต่มือเย็นๆของฉันนั้นไม่มีใคร
ไม่มีใครให้สัมผัสมันทนไม่ไหว

ได้ยินเพลงบอกไว้ลมหนาวมาถึงเมื่อไร
มันต้องเหงาในใจตามเนื้อเพลงอยู่เรื่อยไป
คราวนี้ถ้าต้องเจอ หน้าหนาวนี้ขอร้องเถอะ ขอได้ไหม..."




"รักจัง"

Blog Entryหนาวจัง!Sep 22, '06 3:40 AM
for everyone







ไม่ได้พูดให้คนที่ไทยอิจฉาหรอนะ
แต่มันหนาวจริงๆ
(แม้คนอื่นๆ จะไม่หนาวเท่าไหร่ แต่เราหนาวแล้ว)



วันนี้ นั่งมองลูกโลกกลมๆ เล็กๆ บนโต๊ะ
หมุนหาประเทศแต่ละประเทศ
ทวีปแต่ละทวีป



ไม่ไกลกันเลยแฮะ
ใกล้กันนิดเดียวเอง!




เราอยู่ใกล้กันนะ
รู้ไหม?













ปล.ได้ข่าวว่า
ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง
แต่ก็เป็นไปด้วยความสงบ
ยังไงคนแถวนี้ก็เอาใจช่วยนะ


Blog Entryยังคิดถึงอยู่ดี !!!Sep 11, '06 12:16 AM
for everyone



ทะเลที่นี่สู้บ้านเราไม่ได้เล่ย >.<

หนาวก็หนาว
แดดก็แรง
แถมต้องแบกทุกอย่างไปเองด้วย



ที่สำคัญที่สุด...



"ไม่มี ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง!"
ทำเอาทะเลขาดสีสันไปเยอะเลย




ขาดความสนุกด้วย
ฝรั่งส่วนใหญ่มันจะมานั่งๆ นอนๆ อาบแดดกัน

เอาเป็นว่า คิดถึงทะเลไทยอยู่ดี
ไว้เจอกันเร็วๆ นี้แน่!




Blog Entryคิดถึงอีกแล้ว >.<Jul 9, '06 3:35 AM
for everyone

คิดถึงทะเลอีกแล้วอะ




ทำไมเวลาเรามีความสุข เราก็อยากไปทะเล
เวลาเราเศร้ามีปัญหา เราก็อยากไปทะเล
เวลาเราอยากพักผ่อน เราก็อยากไปทะเล
เวลาเราจะไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่แรกที่เราคิด ก็มักจะเป็นทะเล


อ๊าก...สงสัยเราจะเสพติดทะเลมากเกินไปแล้วมั้งเนี่ย
(แต่ยังไงๆ ก็อยากไปอยู่ดี)


เหอะ เหอะ
เค้าเรียกว่าเพ้อเจ้อนะสิ...(*~*)

เคยไหม นั่งๆ อยู่ดีๆ แล้วก็คิดไปอย่างอื่น
หาข้อมูลงานอยู่ดีๆ กลับกลายไปเซิร์ทหาข้อมูลอย่างอื่น
ทำงานอยู่ดีๆ ก็หันไปนั่งดูรูปที่ถ่ายมาอยู่นั่นแหละ

โอ๊ย! นั่นแหละ ทั้งหมดนั่นคือเรา
นั่งคิดเรื่องงานอยู่ดีๆ ไปคิดถึงเรื่องทะเลเฉยเลย
หาข้อมูลงานอยู่ดีๆ กลับไปหาเรื่องที่พักริมทะเลเฉยเลย
ทำงานอยู่ดีๆ หันไปนั่งดูรูปที่ไปทะเลมาเฉยเลย

อ๊าก!!! ช่วยด้วย เราเสพติดทะเลเข้าไปแล้วหรอเนี่ย?





ว่าแต่ไปทะเลคนเดียวมันจะสนุกไหมนะ...

เริ่มจากการเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูท่าแพ
เพื่อที่จะยึดจุดนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเดิน...
แต่พอไปถึง...อ้าว ฝนตก! :( เลยต้องหลบไปนั่งหน้าจ๋อยรอฝนหยุด...

เฮ่อ แล้วเราจะได้เดินไหมเนี่ย ฝนทำท่าจะหยุด
อีกสักแปร๊บก็กลับไปหนักอีก เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบเลย

เออ คนแถวนั้นใจดีเนอะ
ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี

ตรงกลางของถนนคนเดิน
จะมีชายตาบอดสองคนยืนร้องเพลงเพื่อแลกเงิน
พอฝนลงเม็ดปุ๊ป ทุกคนต่างหาที่หลบฝนกันหมดเลย แม้แต่เราเองก็เถอะ
ลืมชายตาบอดสองคนนั้นไปเลย
พอเราหาที่หลบฝนได้ถึงได้หันไปเห็นพี่สาว (แม่ค้า) 2 คน
จูงมือชาย 2 คน เดินเข้ามาหลบฝน
ทำให้เรานึกย้อนไปว่า เมื่อกี้ทั้งสองคนก็ยืนตากฝนอยู่อย่างนั้นนะสิ...
เป็นเพราะเค้าไม่รู้ว่าจะไปหลบตรงไหนดี ได้แต่ยืนตากฝนอยู่อย่างนั้น
(ทั้งสองคนได้เก็บอุปกรณ์เครื่องดนตรีของเค้าลงกระเป๋าหมดแล้ว
เหลือแต่รอ...ว่าทางไหนนะที่จะพาเค้าสองคนให้พ้นจากสายฝน)
ในใจก็นึกชื่นชมพี่สาวที่เข้าไปช่วยเหลือ

แต่ก็ตำหนิตัวเองว่า

ถ้าเปรียบเทียบกับพี่สาวสองคนนั้น
เราอยู่ใกล้กับชาย 2 คนนั้นกว่าอีก กลับไม่ยอมช่วยเหลือ >.<
มันน่าไหมละ!!

ท้องฟ้าค่อยๆ เริ่มโปร่งขึ้น
หนทางสองข้างทางผู้คนต่างค่อยๆ ทะยอยออกมาเดิน
รวมทั้งเราด้วย!

เราค่อยๆ มองของต่างๆ ตามจุดหมายของเรา
เอ่อ...จะว่าไปถนนคนเดินที่นี่ก็มีเอกลักษณ์ดีเนอะ
ถึงแม้จะคล้ายๆ กับตลาดนัดบ้านเรา
แต่ของที่นำมาขาย มักจะเป็นของที่แสดงถึงเอกลักษณ์ + วัฒนธรรมต่างๆ ของชาวไทยภาคเหนือ
ไม่ว่าจะเป็นผ้าซิ่น ผ้าพันคอ สะดอ โคมไฟ ฯลฯ
ที่มีลวดลายมาประยุกต์ให้เข้ากับสิ่งของ น่าภูมิใจจริงๆ

อ้อ! ระหว่างทางเดิน เราสังเกตได้ว่าจะมีน้องๆ ...
ที่ยังเป็นนักเรียนอยู่เลย บางคนก็ประถมด้วยซ้ำไป มาแสดงความสามารถมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นสีซอ ตีขิม

แต่ที่เด็ดสุดละก็

ต้องเป็นเด็กชายตัวน้อยๆ
ที่มาโชว์ลวดลาย ในการตีกลองสะบัดชัย
เราได้ของตามที่เราต้องการ...แต่ก็ยังไม่หมด
เอาพอที่เงินในกระเป๋ามันเอื้ออำนวยหน่อยละกัน

พอตกดึกผู้คนเริ่มเยอะ พาให้เราเดินไหลไปตามกระแส
แต่โชคดีนะ กระแสที่มันไหลหนะ ไหลไปทางที่เราจอดรถไว้ 55

ใกล้จะสุดทางออก เราได้ยินเสียงดนตรีที่ไพเราะมากๆ
นึกว่า เขามาเล่นเปิดหมวกซะอีก แต่ที่ไหนได้
เค้ามาเล่นเพราะเค้าอยากเล่น เขารักในเสียงดนตรีจริงๆ
เวลาที่เห็นเขาเล่นมันแสดงให้เห็นชัดเจนมากว่า มีความสุข เห็นแล้วรู้สึกอิ่มไปกับเสียงดนตรี
อยากยืนดูจนเขาเล่นจบจริงๆ แต่ก็คงไม่ได้
เราต้องเดินไหลไปตามกระแสต่อไป...


17 มิถุนายน 2549
----------------------------------------------------------
เช้านี้ท้องฟ้ามึดสนิท เนื่องจากเมื่อคืนฝนตกตลอดเวลา
วันนี้ต้องกลับแล้ว...นั่นก็หมายถึงว่า
โอ้ว...หนทางหฤโหดนั้นจะกลับมา เลยรีบไปจองตั๋วรถกันในทันที
เพราะขามานั้น เลือกที่นั่งไม่ค่อยดีแคบไปหน่อย

แต่ปรากฎว่า เค้าไม่ให้จอง ให้ไปซื้อบนรถทีเดียวเลย
จ๊าก!!! งั้นก็แสดงว่า เป็นการขึ้นไปแย่งที่นั่งกันบนรถ (เพราะคราวนี้มีการตีตั๋วยืนกันด้วย...ซวยแล้วตรู)

ในเมื่อจองตั๋วรถไม่ได้ แล้วเวลาก็เหลืออีกตั้งเยอะ
เลยยกให้เป็นเวลา แห่งการถ่ายรูป กลับมาถ่ายที่สิบสองพันนาอีกหลายแชะ
เพราะติดใจกับความน่ารักของที่นั่นจริงๆ
ถ่ายเล่นกันจนเด็กแถวที่พักมันเอ่ยปากแซวพวกเรา (เอ่อ อายุน้องเค้าไม่น่าเกินห้าขวบ)
แถมตอนท้ายนะ ก่อนออกเดินทาง เด็กมันก็ยังแซวตบท้ายว่า
"แหม...พี่พาสาวมาด้วย เดี๋ยวผมก็ตกหลุมรักซะเลยนี่" ฮิ้ว...ว.. (อีกเด็กแก่แดด)
...


ที่ท่ารถ เต็มไปด้วยคน...พวกเราชักเริ่มสีหน้าไม่ดี
จะต้องยืนกันไหมว่า กับหนทางอย่างนั้น จะไม่ไหวเอาน๊า

ไม่รู้ว่าโชคช่วยหรือยังไง ทำให้รถมาช้ากว่าเวลาที่กำหนด ทำให้ฝรั่งหลายๆ คนที่มารอรถ
เปลี่ยนใจไปขึ้นรถสองแถวแทนกันหมด
เหลือแค่พวกเรา กับหนึ่งสาวญี่ปุ่น

ดีนะเนี่ยที่ฝรั่งกลับไปแล้ว...เพราะรถที่จะกลับเชียงใหม่คนเยอะมั่กมาก นึกว่าจะไม่ได้นั่งซะแล้ว!ลเหมือนเดิมแหละ ค่ารถคนละ 72 บาท ระหว่างทางที่ใกล้ถึงเชียงใหม่ ฝนตกหนักมาก..ก...
แต่พอจะถึงอาเขตฝนก็หยุดตก....
เฮ่อ ค่อยยังชั่วหน่อย โบกรถแดงกลับที่พัก คนละ 30 บาท แต่วันนี้เพื่อน (นัส) ต้องกลับซะแล้ว
เลยไปเดินซื้อของฝากกันที่กาดต้นพยอม (คนเชียงใหม่แนะนำมากเราก็ต้องว่าตามกัน)
จากนั้นว่าจะไปกินไก่ C.M.U กัน (เนื่องจากไอ้ไก่โลกแตกที่ว่าอร่อยนะ มันอยู่ไหนก็ไม่รู้) แต่...
แป่ว! ร้านไม่เห็นเปิดเลยอะ :( อด อด
สรุปตระกูลไก่ทอดที่หวังว่าจะได้กินเป็นอันจบไป กลายเป็นการไปกินข้าวที่หน้า มช.แทน


18 มิถุนายน 2549
----------------------------------------------------------
นาฬิกาปลุกตอน 7 โมงเช้า จัดแจงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันนี้โปรแกรมเที่ยวยืดยาวมาก
เริ่มด้วย การมุ่งหน้าสู่ดอยสุเทพ วันนี้หมอกลงเยอะมาก อากาศเย็นตลอดทาง สะท้านกับลมที่ตีหนน้ามากๆ อู้ย...ย :s
หมอกมาๆ ไปๆ ฟ้าเปิดๆ ปิดๆ ยิ่งพอขึ้นไปถึงดอยนะ โห ... หมอกกะเจ้า...สุดยอด เต็มไปด้วยหมอกไปหมด
เรามุ่งหน้าสู่ดอยสุเทพ ระหว่างทางนั้นจะมีเด็กชาวเขาแต่่งการเต็มยศร้องเรียกว่า
"พี่ขา ถ่ายรูปกับหนูไหมคะ จะให้กี่บาทก็ได้ ถ้าไม่ถ่ายก็ให้เงินหนูไปโรงเรียนก็ได้คะ คนละบาทสองบาทก็ได้"
แต่เวลาที่น้องเค้าพูดเนี่ย น้ำเสียงไร้อารมณ์ม๊ากค่ะ...
ยิ่งเวลาพูดพร้อมกันหลายๆ คน ฟังเผินๆ ยังกับเสียงสวดมนต์เลยอะ >.<

ระหว่างที่เดินขึ้นบันไดนั้น แอบเห็นผู้ใหญ่หลายคนที่เรียกได้ว่ามีความพยายามสูงเชียว
แค่เราเดินเองยังมีแอบเหนื่อยเลย
อ้อ แต่ได้ยินมานานแล้วว่า มีประเพณีน้องใหม่ของมช. ต้องเดินขึ้นดอยสุเทพด้วยอะ
เดินตั้งแต่..อืม แถวๆ ศาลาธรรมในม. ขึ้นไปถึงพระธาตุ
โอ้ว...ว สุดยอด แต่ก็นั่นแหละนะ การรับน้อง มันดูแล้วก็แสดงถึงความสามัคคีดี
เพื่อนแต่ละคนก็ต้องช่วยการลากเพื่อนที่มีมันแทบจะไม่ไหวขึ้นไปให้ได้...
เฮ่อ พอได้ยินอย่างนี้แล้วก็นึกถึงการรับน้องของตัวเองขึ้นมาบ้าง...
ถึงแม้มันจะโหด แต่พอมองย้อนกลับไป เรากลับได้อะไรจากมันมากมาย
(ขอแอบกลับไปอมยิ้ม กับความทรงจำครั้งวัยหวานของพวกเรา comm no.09)

ขึ้นไปถึงพระธาตุแล้วชื่นชมกับความงดงามอยู่พักใหญ่
มีบ้างครั้งพยายามแอบฟังไกด์ที่กำลังบรรยายประวัติความเป็นมาให้ชาวต่างชาติฟัง...
ถึงจุดที่สามารถก้มลงมองวิวข้างล่างได้ ก็แอบกดชัตเตอร์รัวๆ...
แต่การเก็บภาพอาจไม่สมบูรณ์สักหน่อย เพราะหมอกมัน (ยังคง) ลงจัดมากๆ
แต่ก็ยังดีที่มันมเป็นระยะๆ ได้พอเห็นอะไรกับเค้าบ้าง

ขากลับลงมาวิรัชเล่าให้ฟังว่า ช้างที่อยู่ด้านหน้าก่อนทางเข้าพระธาตุนั้น เป็นช้างที่มีประวัติคือ
เขาจะใช้ช้างบรรทุพระบรมสารีริกธาตุ แล้วเดินทางมาเรื่อยๆ หากช้างหยุด ณ ที่ใด
ก็จะสร้างพระธาตุขึ้นที่นั่น แล้วช้างตัวนั้นก็มาสิ้นใจลงที่นี่ T_T

ลงจากพระธาตุแล้วก็ขึ่รถไปอีก มุ่งหน้าไปที่ภูพิง เอ่อ...พระตำหนักภูพิงราชนิเวศ
เสียค่าตั๋วเข้าชมกันคนละ 20 บาท ตามทางเดินเต็มไปด้วยต้นไม่ดอกไม้มากมาย สดชื่น น่าเดินมาก
เวลามีต้นไม้เยอะๆ ก็ดีอย่างนี้แหละ อากาศดี๊ ดี (อยากได้มั่ง! อยากได้!)
พระตำหนักทั้งหลายล้วนแล้วแต่ห้ามเข้า ได้ดูแต่ภายนอกอย่างเดียว บางช่วงก็มีการนำสัตว์ที่เคยทรงเลี้ยง
มาตั้งโชว์ไว้ที่ด้านนอก เช่น ซาลาแมนเดอร์ กบ...แต่ละอย่างล้วนชวนขนลุก บรื้อ
พอเดินขึ้นไปถึงพระตำหนักของสมเด็จพระศรีฯ ก็พบว่า
โว้ว...อลังการมาก ที่ว่าอลังการไม่ใช่เพราะความใหญ่โตนะ
แต่เป็นเพราะน้ำพุที่อยู่ด้านหน้ามากกว่า ล้วนแล้วแต่มีลีลาเป็นของตนเอง
ประกอบกับเสียงเพลงของบทพระราชนิพนธ์ที่ดังก้องไปทั่ว
ลองอ่านป้ายคำอธิบาย ทำให้ทราบว่าน้ำพุมันเต้นตามจังหวะเพลงแหละ (สุดยอด ชอบๆ)
ดูแล้วเพลินดี ถึงตรงนี้เลยแอบนั่งพักหน่อย พอก้มลงมองดูนาฬิกาอีกที เย้ย >.< เที่ยงแล้วเหรอเนี่ย!
อากาศแบบนี้นะเหรอเที่ยว โห ขอกรุงเทพเป็นอย่างนี้บ้างได้ไหม?

จากนั้นก็ไปต่อกันที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ค่าเข้าคนละ 50 บาท + ค่าจอดมอไซด์อีก 10 บาท
นั่งรถกันอีกคนละ 20 บาท โว้วกี่บาทแล้วเนี่ย T^T แถมนั่งวนไปเรื่อยๆ ไหงมีแต่กรงที่ปิดว่าปรับปรุง
ทั้งนั้นเลยอะ อย่างนี้เค้าเรียกกันว่า หลอกลวงเอาตังค์กรูไปหนิ!!!
ได้ลงไปดีจริงๆ จังๆ ก็นกเพนกวิน...น่ารักดี แต่ดูมันทรมานเนอะ มาอยู่ในห้องกระจกสี่เหลี่ยมๆ
อากาศก็ไม่ใช่แบบที่มันอยู่ ถึงแม้จะมีเครื่องปรับอากาศคอยควบคุมอุณหภูมิก็ตาม
นึกถึงหนังเรื่องเพนกวินจักรพรรดิ์เลยอะ เพราะนกเพนกวินเป็นสัตว์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดี
เพราะกว่ามันจะมีลูกและคลอดลูกจนรอดมาได้ มันยากลำบากมั่กมาก!
จากเพนกวินไปต่อกันที่แรด เพราะกะว่าจะถ่ายรูปไปฝากนัสซะหน่อย...
เห็นหนังแรดหนาๆ อย่างนั้น แต่เค้ากลับบอกว่า มันบอบบางเหมือนกันนะ
เพราะแรดส่วนใหญ่มีแผลที่ผิวหนัง อ้าว! ปรับความรู้ใหม่ได้แล้วนะเรา

มาถึงคราวเที่ยวชมวัดวาอารามบ้างซะแล้ว เข้าสู่ศิลปวัฒนธรรมไทยสักที...

วัดแรกที่ไปคือวัดป่าเป้า ดูจากลักษณะภายนอกแล้วดูไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไหร่สำหรับเรา
แต่ยังแสดงถึงความสวยงามแม้จะดูเรียบง่าย ไม่ได้อลังการเหมือนวัดที่เห็นทั่วไป
ไม่ได้เหลืองทองอร่าม แต่ก็ดูสวยงาม สงบ ร่มเย็น
ตอนที่เราเข้าไปนั้นมีเณรกำลังเรียนหนังสืออยู่ ทำให้ตลอดการเดินชมรอบๆ วัดนั้น
มีเสียงอ่านออกเสียงดังอยู่ตลอดเวลา...

ใกล้กับหลังม. จะมีวัดอยู่วัดหนึ่งที่น่าไป คือ วัดอุโมงค์
พอไปแล้วก็รู้สึกว่า...สวยมาก ร่มรื่นด้วย
ทางเข้าวัด (ไม่ใช่ประตูทางเข้านะ) จะเป็นอุโมงค์ 3 อุโมงค์ ให้เลือกเดินเข้าไป
แต่ภายในทะลุถึงกันหมดนะ บริเวณรอบๆ ผนังและเพดานจะมีภาพวาดอยู่
แต่ตอนนี้เลือนรางไปมากแล้วแหละ เรานี่แทบจะไม่เห็นเลย
วัดนี้มีผู้คนหมุนเวียนกันเข้ามาตลอด บ้างก็มาสนทนาธรรม บ้างก็มากราบไหว้พระ
แต่ที่สังเกตอย่างหนึ่งคือ วัดนี้มีชาวต่างชาติด้วย ซึ่งบางคนถึงกับมาศึกษาธรรมะโดยเฉพาะ

ต่อที่วัดพระสิงห์ วัดนี้ค่อนข้างอลังการพอตัวเลย ใหญ่่โต กว้างขวาง มีผู้คนมากมายมาสการะบูชา...

พอมาถึงเวลานี้ เส้นทางที่เราจะขับรถเข้าไปโดนปิดถนนแล้วแหละ
เพราะถนนคนเดินกำลังจะเริ่มขึ้น เราได้แต่จอดรถและลงเดินเท้ากัน
ระหว่างทางเห็นพ่อค้าแม่ค้าเริ่มต้นตั้งร้านกัน ส่งเสียงคุย ทักทายกันอย่างสนุกสนาน

มาถึงตอนนี้แดดร้อนเชียว เหงื่อตก!!!
เดินฝ่าผู้คนมาจนถึงวัดพันตา วัดนี้ดูภายนอกแล้วรู้สึกว่า...ธรรมดากว่าวัดที่ได้ดูมามาก
เพราะทั้งเรือนทำด้วยไม้สักทองอายุกว่า 185 ปีแล้ว
บริเวณพื้นด้านล่างจะเป็นทรายโดยทั่ว ด้านข้างของวัดจะเป็นเจดีย์ที่ก่อไว้ด้วยทราย
คือเหมือนเป็นธรรมเนียมว่า ผู้คนทั่วไปเข้าไปในวัด แล้วทรายก็จะติดเท้าออกมาคนละนิดละหน่อย
ทำให้ทรายลดลง พอหลังจากนั้นก็จะเป็นธรรมเนี่ยมของกรขนทรายเช้ามาในวัดเป็นการชดเชย

ไปต่อกันที่วัดเจดีย์ห้า ภายในวัดนี้ยังมีการก่อสร้างบำรุง ซ่อมแซมกันอยู่เลย
ตัววัดใหญ่มากสูงมาก แต่ดูได้นิดเดียว เพราะไม่ไหวแล้ว สู้แดดไม่ได้แล้ว...:(

เลยเดินเข้าไปในวัด วัดหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ว่าวัดอะไรนะ
แต่มีเหมือนตลาดอยู่ข้างใน ร่ม อากาศดีเลยเข้าไปนั่งพัก

พอหกโมงเย็นจึงเริ่มออกไปเดินถนนคนเดินกันเถอะ!!!

Blog EntryตะเวนนอกเมืองJun 25, '06 2:29 AM
for everyone
16 มิถุนายน 2549
----------------------------------------------
ตั้งใจว่าจะตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อยเลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตั้งแต่ตี 5
แต่ที่ไหนได๊! เปิดหน้าต่างมา...

โว้ว!!! ทำไมตี 5 ฟ้าสว่างยังกับ 7 โมงในกรุง -_-"
เป็นอันว่า การดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นอันจบไป

เริ่มต้นเช้าวันนี้กับ ปัง'โก๋ + โจ๊ก (ที่หาความร้อนแทบจะไม่เจอ)
แต่อย่างน้อยก็อิ่มละน่า...า...

วันนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นวันเที่ยว
เอ้า! เริ่มต้องด้วยการขี่มอไซต์ไปประมาณ 5.5 กม. เพื่อไปโป่งร้อน
พอถึงปร๊าด มีบ่อน้ำร้อนอยู่ข้างหน้าควันโขมงเชียว...ก็แค่ด้านหน้า
พอเราจะเข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่ๆ เฝ้าอยู่ทางเข้าทำหน้าเนือยๆ แล้วก็ย้ำกับเราด้วยคำพูดที่ว่า
"จะเข้าไปจริงๆ เหรอ? จริงเหรอ? ไม่มีอะไรหรอกนะ" ด้วยหน้าตาที่เหรอหรา บวกกับสายตาที่ตำหนิว่า
พวกแกจะเข้าไปจริงๆ เหรอ จะเข้าไปทำไม๊!!!
ทำให้พวกเราต้องยอมถอยทัพ ไปด้วยหน้าตาจ๋อยๆ

ตัดสินใจไปต่อกันที่บ้านน้ำฮู ...ผ่านที่พัก "บ้านน้ำฮู รีสอร์ท"ด้วยหละ
ถ้าใครจะมาปายละก็ ที่นี่ก็น่าพักดีนะ น่ารักดี ติดธรรมชาติ ราคาก็อยู่ที่ 100 - 300 บาทต่อคืน
จะลำบากหน่อยก็ตรงที่ว่า มันห่างไกลเมือง ห่างไกลร้านขายของกินไปนิด แต่ถ้ามีมอไซด์ละก็ไม่ต้องห่วง

เรื่อยเปือยไปจนถึงน้ำตกหมอแปง ไกลเอาการทีเดียว
แม้จะไกล แต่ระหว่างทางมาน้ำตกนี้ มีอะไรให้ได้ชื่นชมอยู่ตลอดเวลา
หากใครขับตามทางมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยชาวจีน (Chinese Refuge)
ที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมของพวกเขาไว้อย่างเหนียวแน่...
สังเกตได้จากการแต่งกาย ของประดับตกแต่งบ้าน หรือการเรียนภาษาจีนของเด็กๆ
ทุกอย่างยังคงรักษาไว้ บ้านเรือนของพวกเขาก็เน้นเรียบง่าย บางหลังยังเป็นบ้านดินอยู่เลย

อากาศดี เย็นๆ แต่ถ้าขี่รถเร็วละก็ ถึงขั้นหนาวขนลุกเชียว
ถึงน้ำตก...อะจึ๋ย! น้ำเท่าฉี่มด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ ธรรมชาติรอบๆ มันดูใหญ่โตไปหมดหรือเปล่า
ไม่ว่าจะเป็นก้อนหินแต่ละก้อน (เอ่อ น่าจะเรียกว่าโขดหินมากกว่านะ)
ไม้ยืนต้นที่สูงเสียดฟ้า หันไปทางไหนก็เขี๊ยว เขียว
สดชื่นสุดๆ :)

ต่อไปที่น้ำพุร้อนเมืองแปง...อันนี้ไม่รู้ว่าโง่หรือไม่ฉลาดกันแน่
ตระเวนหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ทั้งๆ ที่ขี่ไปตามแผนที่แล้วนะ แต่...
พอก้มลงมองดีๆ อ้าว...ระยะทางมันตั้ง 37 กม. มิน่าละ ถึงไม่มีใครมาแถวนี้เลย
37 กม. ทำให้พวกเราต้องวกรถกลับ ไม่ใช่ป๊อดนะ แต่น้ำมันและสภาพรถ ไม่อำนวยเอาซะเลย ไกลเกิน

เลยมาถึงสะพานเหล็ก เป็นสะพานเก่า (สร้างโดยคนญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)
แต่ตอนนี้เลิกใช้แล้ว เพราะมีสะพานปูนพาดขนานไว้ใช้แทน...ไม่รู้ที่มาที่ไปแน่ชัด
แต่คนที่นั่งรถมาปายจะต้องผ่านสะพานนี้เนี่ยแหละ สังเกตดูดีๆ ละกัน

กองแลน (Pai Canyon) ดูในแผนที่ตอนแรก พวกเราก็วาดภาพไว้เลยว่า
ต้องเป็นที่ๆ เค้าใช้สำหรับล่องแก่งแน่ๆ เลย น้ำเชี่ยวๆ ทางคดเคี้ยวไปมา
(ทางเดินเข้าไปก็สุดยอดจะคดเคี้ยวและชัน หากใครดอกยางรองเท้าไม่ดี ก็จะลื่นปรื้ด ปรืดทีเดียว)
เดินขึ้นไปประมาณ 200 เมตร ขึ้นไปถึงข้างบน...อารายกานน...
แห้งแล้ง มีแค่ทางเดินแคบๆ (แคบมากๆ) ไม่ควรเสี่ยงเดินออกไปไกล
ผิดกับภาพที่วาดไว้แบบไม่มีอะไรใกล้เคียงเลย... แต่วิวที่มองลงสู่ข้างล่าง สวยจัง

แดดที่ร้อนในตอนนี้ทำให้ร่างกายของพวกเราเที่ยวต่อแทบไม่ไหวแล้ว
ทั้งขาดน้ำ แสบผิว ที่ไหม้ไม่ต่างกับการไปทะเลเลย

วนกลับเข้าเมืองไปนั่งที่ร้านมิตรไทย :) หา postcard ส่งกันดีกว่า
ร้านนี้น่ารักอีกเช่นกัน เค้าไม่ได้มีแต่โปสการ์ดนะ ยังมีงานศิลปะอีกหลายชิ้น
การตกแต่งร้านก็เอาของใกล้ตัวมาตกแต่ง ของที่ระลึกก็มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด สมุด กางเกง
โอ้ย เยอะแยะ ใครจะซื้อก็เลือกกันจนตาลายเลยแหละ

วันนี้ย้ายไปที่สิบสองพันนาแล้ว ห้องพักก็หันหน้าหาธรรมชาติ
เหมาะที่จะนั่งดูพระอาทิตย์ตก...แต่ท้องฟ้าไม่เข้าข้างพวกเราเลย :(
ฝนเทลงมาอย่างไม่บอกไม่กล่าวสักกะนิด

Blog Entryเข้าสู่เมืองปายJun 24, '06 12:37 PM
for everyone
ถึงแม้...

เราจะหลับ (เพราะฤทธิ์ยาแก้เมา) มาตลอดทางก็ตาม
แต่ด้วยความที่หนทางมุ่งหน้าสู่ปายนั้น มันสุดยอดจริงๆ
เลยทำให้เราฝืนตื่น (จากการเมายา) ขึ้นมาเป็นระยะๆ เพราะว่า โค้งแต่หละโค้ง
มันทำให้เราแทบจะลื่นตกเก้าอี้...ง่วงก็ง่วง แต่มือก็ต้องเกาะเบาะข้างหน้าไว้
เป็นการหลับที่ลำบากจริงๆ คิดดูสิ กระเป๋าเป้หนักๆ ใบใหญ่ๆ ยังกลิ้งแบบไม่เหลือสภาพได้

พอเท้าเยียบถึงปายเท่านั้นแหละ
โล่ง...หายใจได้ทั่วท้องสักที
(เอ่อ...จริงๆ แล้ว เราอะซัดทั้งยา ทั้งพลาสเตอร์ปิดสะดืออีกตั้งหาก เรียกได้ว่า เอามันทุกขนานเลยอะ)

ถึงปายประมาณบ่ายสองได้...
เดินหลง งงๆ อยู่สักพัก ก็ว่าจะหาที่พัก แต่ปายมันก็กว้างใหญ่เหมือนกัน...
คิดจะเช่ามอ'ไซต์ ก็ลำบากเพราะของเยอะไปหมด เดินไปเดินมา
ก็ไปแหมะอยู่ที่หน้าเซเว่น
(ตกใจจริงๆ เพราะปายสุดยอดเจริญเลยอะ...ตอนแรกนึกว่าจะบ้านๆ ชิลๆ ซะอีก ภาพที่วาดไว้ ผิดหมดเล่ย!)
คิดไปคิดมาเลย เอาวะ! เอาที่พักใกล้ๆ นี่แหละ แล้วคืนต่อไปค่อยว่ากัน ขอเวลาสำรวจเมืองก่อน
คืนแรกเลยพักที่ "พิชัยเฮ้าส์" คืนหละ 200 บาท
ดีทีเดียว...ราคาเท่านี้แต่ห้องไม่ได้ถูกอย่างราคาเลยนะ

ได้ที่พักแล้ว...ต่อไปก็พาหนะ
ไปที่ร้าน aYa ที่ไปร้านนี้เพราะว่า ในใบปลิวที่เค้าแจกมานั้น ถ้าเช่ามอไซด์จากร้านนี้ 1 วัน
เค้าจะแถมเวลาให้อีก 6 ชั่วโมงฟรีๆ ของฟรีอย่างนี้ทำไมจะไม่เอาละ
ค่าเช่าก็ คันละ 100 บาท + ค่าประกันอีก 40 บาท

ขับร่อนดูที่พักต่างๆ เอาเป็นว่า คืนพรุ่งนี้เราจะพักที่ "สิบสองพันนา"
ไปคุยมาก็ ราคา 500 บาท บ้านก็น่ารักด้วย

จากนั้นก็ ทัวร์เลยค๊า ร่อนไปทุกที่ หลงไปเรื่อย จนรู้ว่า ซอยไหนไปทะลุอะไร ร้านอะไรอยู่ไหนบ้าง
ไล่เรียงไปเลยว่า...ที่ไหนที่ต้องไป ร้านไหนที่ต้องลอง
กินกาแฟกะเค้ก ที่ร้าน all about coffee
ส่งโปสการ์ด ที่ร้านมิตรไทย:)
กินโรตีที่ตลาดเก่า
น้ำตกแม่เย็น...โป่งน้ำร้อนท่าปาย...อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง...วัดน้ำฮู...น้ำตกหมอแปง
โอ้ว >.< เยอะจริงๆ หวังว่าจะได้เที่ยวครบ (ทีเตอะ)

ปล. ไปลองโรตีมาละ
ทั้งแบบคาว (มะตะบะชีส) และแบบหวาน (โรตีกล้วย+ช็อคโกแลต) อร่อยทั้งสองแบบเลย;p


(15 มิถุนายน 2549)


Pages:12
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help